ศิลปะรับใช้การเมือง-เรื่องที่หลายคนคาดไม่ถึง

ศิลปะกับการเมืองนั้นเป็นของคู่กัน หลาย ๆ คนได้ฟังอย่างนี้คงจะไม่ค่อยเชื่อซักเท่าไหร่ มิหนำซ้ำก็น่าจะโต้แย้งด้วยอีกว่า ศิลปะก็คือศิลปะ การเมืองก็คือการเมือง การพูดแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับคนที่ไม่มีความรู้ ไม่ศึกษาประวัติศาสตร์เอาเสียเลย

ความเชื่อมโยงของศาสตร์ทั้งสองแขนงนั้นเริ่มเห็นเด่นชัด ณ ประเทศฝั่งตะวันตก เนื่องจากความรุ่งเรืองของศิลปะ ทำให้พวกกวีศิลป์และศิลปินเป็นที่ยอมรับในวงกว้างมากขึ้น ย้อนกลับไปในสมัยของการริเริ่มการปฎิวัติฝรั่งเศส ศิลปินวาดภาพ ฌาคส์-หลุยส์ ดาวิด ที่กำเนิดขึ้นยุคนีโอคลาสสิกของฝรั่งเศสนั้นโด่งดังเป็นอย่างมาก ศิลปินผู้นี้ กลายเป็นภาพสะท้อนผ่านมุมมองออกมาอย่างชัดเจนว่า

แท้จริงแล้ว…ภายใต้การเมืองที่ตกต่ำของฝรั่งเศสขณะนั้น ศิลปะเป็นผู้หนุนหลังอยู่ เพราะเขาคือหนึ่งในผู้ปฏิวัติฝรั่งเศสในศตวรรษที่ 19 และได้ทำการวาดภาพต่าง ๆ ไว้มากมาย ภาพชื่อดังที่ทำให้เรารู้จักเขาก็คือ ภาพวาดการตายของ Jean-Paul Marat ที่ถูกลอบฆ่าโดยหญิงสาวคนหนึ่งที่มีชื่อว่า Charlotte Corday หญิงสาวผู้เชื่อว่าการจบชีวิต Marat จะป้องกันการเกิดสงครามกลางเมืองและช่วยยุติความรุนแรงปั่นป่วนทั่วประเทศได้ ฌาคส์-หลุยส์ ดาวิดเขียนภาพ The Death of Marat เพื่อเป็นอนุสรณ์การจากไปของเพื่อนของเขาได้อย่างยอดเยี่ยม

Pietà of the Revolution

ภาพนี้มักถูกนำไปเปรียบเทียบกับประติมากรรม Pietà ของ Michelangelo จนถูกเรียกขานเป็น “Pietà of the Revolution” และกลายเป็นหนึ่งในภาพที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเขา เป็นการสะท้อนความคิดทางการเมืองของฌาคส์-หลุยส์ ดาวิด แบบหาได้ที่สุดไม่ได้ ชี้ให้เห็นว่าเขาเห็นด้วยกับการปฎิวัติครั้งนี้ นอกจากภาพวาดอันเลอค่าแล้ว การสร้างสถาปัตยกรรมมากมาย ก็ถือเป็นตัวแทนของศิลปะเช่นเดียวกัน การสร้างพระราชวังต่าง ๆ ก็สามารถบ่งบอกได้ถึงวิธีการปกครองในสมัยนั้นได้ดีทีเดียว ตัวอย่างเช่น พระราชวังแวร์ซาย ในยุคของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่กษัตริย์ต้องการความหรูหรา โออ่า ไม่สนวิถีชีวิตราษฎร จนกลายเป็นปัญหาและนำไปสู่การนองเลือดครั้งสำคัญของฝรั่งเศสในที่สุด

ความรุ่งเรืองของศิลปะมีความแปรผันตรงกับคุณภาพทางการเมือง ประชาธิปไตยย่อมนำมาสู่ความคิดทางอิสระ ไม่จำกัด สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างเต็มที่ ไม่ถูกกีดกัน ทำให้เกิดศิลปินหน้าใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา และสุดท้ายเราก็จะให้คุณค่ากับงานศิลปะ ยอมใช้เงินจำนวนมากแลกกับงานเพียงชิ้นเดียว เพราะเราซื้อคุณค่าของผลงาน ดังนั้นจึงไม่แปลกถ้าวันนี้เรามองไปยังประเทศโลกที่ 1 จะค้นพบว่าทำไมศิลปะที่นู้นจึงมีมูลค่ามหาศาล นั่นก็เพราะการเมืองของประเทศโลกที่ 1 คือความเสรี สามารถกล่าวได้เต็มปากว่าศิลปะรับใช้การเมืองมาอย่างยาวนานแล้ว…